top of page

Positive Thinking and Growth Mindset

Positive Thinking คืออะไร

Positive Thinking คือ การใช้ความคิดในทางบวก ในทุก ๆ เรื่องที่เราต้องเผชิญในแต่ละวันนั้น ก็มักจะมีทั้งเรื่องที่ดี และร้ายเข้ามาอยู่เสมอ ถ้าเป็นเรื่องที่ดีก็สามารถรับมือได้ง่าย แต่ถ้าเป็นเรื่องร้าย ๆ เราจะรับมืออย่างไรดี



โดยสิ่งที่จะทำให้เรื่องไม่ดีเหล่านั้น เบาบางลงได้ สิ่งแรก ก็คือ ความคิดของเรานั่นเอง การที่คิดว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่แย่ และยากเกินกว่าที่จะรับมือได้ สิ่งที่ตามมาก็คือผลลัพธ์ที่แย่มากนั่นเอง แต่บางทีถ้าเราปรับความคิดเป็นว่า เรื่องราวเหล่านี้ ถือเป็นความท้าทายที่เราต้องลองรับมือ ลองแก้ปัญหาดู เป็นเหมือนโจทย์ยาก ๆ ข้อหนึ่ง แต่ยังไงก็ต้องมีทางแก้อย่างแน่นอน จากความรู้สึกหดหู่ในตอนแรก ก็จะกลายเป็นความตื่นเต้น หรือรู้สึกท้าทายก็เป็นได้ เพียงแค่ปรับความคิด และมองในทางบวกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เรื่องราวเดียวกันก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันแล้ว


จากคำกล่าวที่ว่า ‘ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว’ นั้นก็เป็นคำพูดที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินกันมาบ้าง ซึ่งคำกล่าวนี้ ก็เป็นหลักการที่ต้องเริ่มต้น จากความคิดของตัวเรานั่นเอง ร่างกายของคนเรานั้นจะเป็นอย่างไร ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของตัวเอง ถ้ามีจิตใจที่มั่นคง แม้สภาพร่างกายจะไม่ได้แข็งแรงเต็มที่ แต่ก็สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงเหมือนกับจิตใจนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมะเร็งระยัสุดท้ายที่ดูเหมือนจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่ด้วยมีจิตใจที่มั่นคง และเชื่อมั่นว่าตัวเองจะต้องหาย ก็สามารถรับการรักษาจนร่างกายฟื้นฟูได้เป็นอย่างดี กลับกันแล้ว ถ้าจิตใจของผู้ป่วยไม่มั่นคง คิดแต่เรื่องร้าย ๆ ก็จะทำให้สมองหลั่งฮอร์โมนความเครียด ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้อาการป่วยทรุดลงกว่าเดิม ดังนั้น แม้จะอยู่ในช่วงที่ย่ำแย่ที่สุด แต่ถ้าคุณพยายามปรับความคิดของตัวเองให้คิดบวกได้ ก็จะช่วยให้ทั้งร่างกายและจิตใจของคุณรู้สึกดีขึ้นแน่นอน และมากไปกว่านั้น ก็จะทำให้มีกระบวนการคิดในเชิงต่าง ๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน นั่นก็คือ Design Thinking และ Critical thinking นั่นเอง



POSITIVE THINGKING เป็นกระบวนการทางความคิดของบุคคล ที่ เกิดจากการรับรู้ และแปลความหมายไปในทางที่ดีเช่นเดียวกับการมองโลกเชิงบวก คือ การที่บุคคลยอมรับความเป็นจริง ที่เกิดขึ้น มองสิ่งต่างๆอย่างเข้าใจ ยอมรับได้ในด้านลบ มองปัญหาความทุกข์ ความไม่ราบรื่นเป็นเรื่องธรรมดา



วิธีคิดบวก Positive Thinking เติมพลังใจให้ตัวเอง และคนรอบข้าง

  1. เริ่มต้นจากการมองตัวเองในแง่ดี ป็นขั้นตอนพื้นฐานของการเริ่มต้นทุกอย่างก็คือการเริ่มจากตัวเอง วิธีง่าย ๆ ก็คือ มองหาข้อดีของตัวเอง สำรวจจุดแข็งและจุดอ่อน รักตัวเองแต่ก็ต้องไม่หลงตัวเองเช่นกัน และพยายามหาวิธีเพิ่มข้อดีให้ตัวเองอยู่เสมอ

  2. เมื่อมองตัวเองในแง่ดีแล้ว ก็ต้องเริ่มมองคนอื่นในแง่ดีด้วย ควรจะคิดไว้เสมอว่ามนุษย์ทุกคนไม่มีใครเกิดมาแล้วสมบูรณ์แบบ ทุกคนล้วนมีข้อผิดพลาดและข้อเสีย ถ้าหากว่าเรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้ถึงขั้นคอขาดบาดตาย หรือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ก็สามารถมองข้ามได้ การใช้ชีวิตร่วมกันโดยการพยายามมองข้อดีของเขาก็จะทำให้คุณไม่รู้สึกแย่ และยังทำให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเพิ่มขึ้นด้วย

  3. ในวิกฤตต่าง ๆ ล้วนมีโอกาสอยู่เสมอขอเพียงคุณมองเห็น เป็นเรื่องที่ต้องใช้การคิดบวกอย่างแท้จริง เพราะเวลาที่คนเราเจอปัญหานั้น สิ่งแรกที่คิดก็มักจะเป็นเรื่องร้าย ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ ผลลัพธ์ต่าง ๆ ก็มักจะมีแต่เรื่องแย่ ๆ แต่ถ้าคุณลองมองมุมอื่นนอกจากปัญหาที่เจออยู่ตรงหน้าบ้าง อาจจะทำให้เห็นอะไรที่ดีหรือมีประโยชน์มากกว่าที่คิด เช่น ถ้าคุณโดนคนรักหักรัก แอบไปมีกิ๊ก ถ้าคุณเอาแต่โมโหหรือโทษตัวเองก็มีแต่จะรู้สึกแย่ แต่ถ้าคิดว่าก็ดีแล้วที่จับได้ คุณจะได้เลิกกับคนที่ไม่ดี และมีโอกาสไปเจอคนใหม่ ๆ ที่อาจจะดีกว่านี้ก็ได้ แค่นี้ก็ทำให้สถานการณ์ที่ดูเลวร้ายดีขึ้นแล้ว

  4. การบอกเรื่องดี ๆ กับตัวเอง เช่น ถึงแม้ไม่มีใครชมคุณแต่คุณก็สามารถชมตัวเองได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวันนี้คุณเก่งที่สุด สวยที่สุด ทำได้ดีแล้ว จะเรื่องเล็กหรือใหญ่คุณก็สามารถให้กำลังใจตัวเองได้เสมอ

  5. ใช้คำว่าขอบคุณให้เป็นประโยชน์ แม้ว่าคุณจะเจอเรื่องราวเลวร้ายแค่ไหน แต่ถ้าคุณยิ้มรับกับมันได้ และสามารถขอบคุณสิ่งที่เข้ามาเป็นแบบทดสอบให้คุณได้ นั่นแปลว่าคุณเป็นคนที่เข็มแข็งขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้ว


Positive Thinking ช่วยในการทำงานได้อย่างไร ?



  1. Understanding สร้างความเข้าใจในเรื่องคนและงานมีทัศนคติที่ดีต่องาน ทำงานด้วยความตั้งใจ

  2. Nice มีความรัก ความเอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูล

  3. Interaction มีการติดต่อสัมพันธ์สื่อสารพูดคุยกัน สร้างความเข้าใจที่ดีในระหว่างเพื่อนร่วมงาน

  4. Team Spirit ช่วยกันอย่างเป็นระบบ

  5. Yielding ยอมรับ ละเลยในบางเรื่อง


POSITIVE THINKING FOR SUCCESS การคิดบวกเพื่อความสำเร็จ

  1. เคารพและให้เกียรติผู้อื่น

  2. ภูมิใจในตนเอง

  3. รักษาสัญญา

  4. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ คิดนอกกรอบ

  5. พัฒนาตนเอง

  6. มีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น


ข้อดีขององค์กรที่มี POSITIVE THINKING



  1. ภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร

  2. บรรยากาศในการทำงานดี

  3. สัมพันธภาพที่ดีในองค์กร

  4. การบริหารงานเป็นไปตามแผนปฏิบัติการที่กำหนดไว้

  5. รับรู้ปัญหาในการปฏิบัติงาน สามารถปรับและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที



Growth Mindset คืออะไร



Growth mindset คือ วิธีคิดที่เชื่อว่าทักษะ และความรู้ ความสามารถของเรา สามารถพัฒนาได้ผ่านการเรียนรู้ และการพยายามฝึกฝน ไม่มีอะไรที่อยู่เหนือความพยายามและความตั้งใจ



คนที่มี growth mindset จะเชื่อมั่นในคุณค่า และศักยภาพของตัวเอง คนที่มี growth mindset จะเชื่อว่าหากพวกเขาได้ทุ่มเทเวลา และความพยายามในการฝึกฝนและแก้ไขจุดอ่อนแล้วล่ะก็ พวกเขาก็จะค่อยๆ เข้าใกล้ความสำเร็จและประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ในที่สุด


growth mindset เป็นขั้วตรงข้ามของ fixed mindset ที่เชื่อว่าความสามารถของเรามีขีดจำกัดและไม่สามารถพัฒนาต่อได้หากไม่มีพรสวรรค์หรือความถนัด คนที่ fixed mindset จึงมีแนวโน้มที่จะยอมแพ้และล้มเลิกความตั้งใจเมื่อเจอกับอุปสรรคเพราะคิดว่าอย่างไรตัวเองก็ไม่มีความสามารถที่จะทำได้สำเร็จ



Growth Mindset สิ่งสำคัญต่อการทำงานในองค์กร

growth mindset มีความสำคัญต่อการทำงานในองค์กร และเป็นคุณสมบัติสำคัญที่องค์กรมองหาในตัวพนักงาน


เพราะการทำงานในปัจจุบัน ต้องเจอกับความท้าทาย และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การมี growth mindset จะช่วยให้พนักงานเป็นคนที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ขณะเดียวกัน growth mindset ก็จะช่วยผลักดันให้พนักงานฝึกฝน หาความรู้เพิ่มเติม และพยายามคิดค้นวิธีใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาในการทำงานแทนที่จะยอมจำนนต่องานที่มีความยากและท้าทาย นี่คือสิ่งที่แบ่งแยกความแตกต่างของพนักงานที่มี growth mindset กับ fixed mindset องค์กรต่าง ๆ ในปัจจุบันที่ต้องการเพิ่มศักยภาพพนักงาน, เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และพัฒนานวัตกรรมจึงให้ความสำคัญอย่างมาก กับ การพัฒนา growth mindset ของคนในองค์กร เพราะ การจะพัฒนาสินค้าและบริการได้ก็ต้องเริ่มจากพื้นฐานคือการพัฒนาทัศนคติของคนในองค์กร


ทำไม Growth Mindset ถึงสำคัญกับเรา?

การพัฒนากระบวนการคิดแบบ Growth Mindsetจะเป็นกระบวนการนำพาให้เราประสบความสำเร็จ และมีชีวิตที่มีความสุขได้ เข้าใจถึงคุณค่าของการพยายาม เรียนรู้กลยุทธ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้เรียนรู้ แต่ละสิ่งได้ดีขึ้น จะทำให้พวกเขารู้สึกมีพลังทางบวก และพยายามมากขึ้นกว่าเดิม


เมื่อเราเรียนรู้ และเข้าใจอย่างถูกวิธีว่า สมองของเราสามารถเจริญเติบโต เรียนรู้และฝึกฝนได้ จะทำให้เรารู้สึกมีความมั่นใจ และไม่กลัวความผิดพลาดหรือความล้มเหลว เพราะฉะนั้น การเรียนรู้กระบวนการคิดแบบ Growth Mindset จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก



ลักษณะของผู้ที่มี Growth Mindset เป็นอย่างไร?

มีบุคลิกลักษณะที่มีความสุข และประสบความสำเร็จในชีวิต

  • พร้อมที่จะรับมือกับความท้าทาย

  • มีความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้

  • มองว่าความล้มเหลว หรือความผิดพลาดเป็นสิ่งที่จะนำพาให้เราเติบโต

  • พร้อมที่จะเรียนรู้ หรือปรับปรุงเมื่อได้รับคำวิพากวิจารณ์ แทนการไม่ใส่ใจ

  • รู้สึกได้รับแรงบันดาลใจจากผู้อื่น แทนที่จะรู้สึกว่าผู้อื่นกำลังคุกคามตนเอง

  • เชื่อว่า ความสามารถต่าง ๆ เกิดขึ้นและพัฒนาได้จากการพยายามและฝึกฝน

  • สนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และพร้อมที่จะพัฒนาความฉลาด ความสามารถ และทักษะด้านอื่น ๆ ไปพร้อม ๆ กัน


ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ growth mindset



1. คนที่มี growth mindset ไม่จำเป็นว่าต้องมีกับทุกเรื่อง

คน ๆ นึงที่ถูกจัดอยู่ในประเภทที่เรียกได้ว่ามี mindset แบบ growth mindset นั้น แม้ว่ากับเรื่องส่วนใหญ่เค้าจะมีแนวคิดเช่นนี้ แต่กับบางอย่างก็อาจจะมี fixed mindset ก็เป็นได้ ยกตัวอย่างเช่น ในการทำงานคน ๆ หนึ่งอาจจะมีแนวคิดที่ดีมาก ๆ เชื่อมั่นว่าคนในทีมสามารถเติบโตได้ แต่พอเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพูดในที่สาธารณะกลับคิดว่าตัวเองทำไม่ได้อย่างแน่นอน

2. คนที่มี growth mindset สามารถทำหรือเป็นอะไรก็ได้ที่ต้องการ

จริงอยู่แม้ว่า growth mindset จะเชื่อในเรื่องของการพยายาม แต่หากเราเชื่อมั่นมากเกินไปว่าเราจะเป็นอะไรก็ได้ ถ้าเรามุ่งมั่นตั้งใจ การทำเช่นนี้อาจจะทำให้เราละเลยเป้าหมาย และมุ่งมั่นในสิ่งที่เราเก่งก็ได้ เช่นหากเราคิดว่าเราสามารถเป็นนักร้องชื่อดังได้ ในขณะที่งานประจำเราคือสายงานด้านธุรกิจ การทุ่มเทความพยายามไปในการเป็นนักร้อง อาจเป็นการโฟกัสผิดจุด และทำให้ความทุ่มเทในการทำงานที่เราถนัดลดลงไปเรื่อยๆแทน

3. Growth mindset หมายถึงการคิดบวก พร้อมเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้

หลายต่อหลายครั้ง growth mindset ก็กลายเป็นเครื่องมือที่พ่อแม่ อาจารย์ หัวหน้างานมักใช้ในการบอกกับผู้คนของพวกเขาเมื่อมีงานต่างๆเยอะจนเกินไปว่า พวกเขาทำได้ขอแค่มีทัศนคติที่ดีต่อมัน อันที่จริงแล้วเมื่อมี task ต่าง ๆ ที่พวกเขาต้องทำเยอะไป และเราพร่ำบอกเรื่องของ mindset จะกลับกลายเป็นผลเสียมากยิ่งกว่า อย่าลืมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มาจากทัศนคติของพวกเขา แต่มาจากปริมาณงานต่าง ๆ ต่างหาก

4. Growth mindset จะช่วยให้เราได้ผลลัพธ์ และผลตอบแทนจากความพยายามที่ดีเสมอ

บ่อยครั้ง ที่การที่เราพยายามทำอะไร โดยหวังว่าสุดท้ายแล้วเราจะได้ผลตอบแทนจากมันกลับมา ไม่ว่าจะเป็นเกรดดี ๆ หรือหากเป็นในการทำธุรกิจก็จะเป็นเรื่องของกำไรที่ดีเป็นหลัก การโฟกัสไปที่ end goal ตั้งแต่ต้น จะทำให้เป้าหมายบิดเบี้ยวไป ส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ ความเชื่อที่ว่า การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปได้เสมอ อุปสรรค คือ โอกาสที่จะได้เรียนรู้ ตรงนั้นจะเป็นสิ่งที่สำคัญ และทำให้ผลลัพธ์ที่ดีตามมาเอง

วิธีปรับเปลี่ยนตัวเองให้มี Mindset แบบ GROWTH MINDSET

- เมื่อมีความท้าทาย จงอย่าหลีกเลี่ยง คือ ความตื่นเต้นที่จะได้ทดลอง

- เมื่อมีอุปสรรค อย่าได้ยอมแพ้ จงทำให้สำเร็จพยายามให้ถึงที่สุด

- เมื่อถูกวิจารณ์ เรียนรู้ และเปิดรับคำวิจารณ์ และจงเรียนรู้ หาแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของผู้อื่น เพื่อพัฒนาตัวเองและธุรกิจของตน


วิธีสร้าง Growth Mindset ให้เกิดขึ้นในองค์กร

มีหลากหลายวิธีที่จะสร้าง Growth Mindset ให้เกิดขึ้นในองค์กร ทั้งการปลูกฝังให้ตัวเอง การปลูกฝังในฐานะหัวหน้างาน หรือในฐานะ HR ของบริษัท โดยมีวิธีการสร้าง Growth Mindset ดังนี้



1. สร้างแรงบันดาลใจให้เกิด Growth Mindset

ก่อนอื่นต้องให้พนักงานทราบถึงคุณค่าของ Growth Mindset ที่จะส่งผลต่อการเติบโตทางอาชีพการงานส่วนบุคคล ซึ่งมีการศึกษาพบว่า ผู้คนจะเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อพวกเขาได้รับการสนับสนุน มีแรงจูงใจ และได้รับการยอมรับ เมื่อพนักงานได้ทราบแล้วจะเกิดความกระตือรือร้นในการพัฒนาตัวเอง


ยกตัวอย่างการเปิดรับสมัครงาน มีการศึกษาพบว่า หากโพสต์รับสมัครงานด้วยคำว่า “เรียนรู้สิ่งใหม่” หรือ “มีความมุ่งมั่นอย่างสูง” ก็มีโอกาสที่จะดึงดูดพนักงานที่มี Growth Mindset เข้ามาสมัครงานได้ เป็นต้น


2. สร้างพื้นที่ให้พนักงานเติบโต

องค์กรต้องสนับสนุนให้พนักงานเรียนรู้พัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เช่น บางองค์กร มีนโยบายสนับสนุนเงิน เมื่อพนักงานสมัครเรียนทักษะใหม่หรือแม้กระทั่งซื้อหนังสือสำหรับการทำงาน


การ Training หรือการโค้ชชิ่ง เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการพัฒนาพนักงานที่หลายองค์กรจัดทำวางแผน เช่น ผ่านการถ่ายทอดความรู้และภูมิปัญญาจากมืออาชีพที่เข้าใจเรื่อง Growth Mindset โดยตรง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานเรียนรู้ความสำเร็จจากโค้ชของตนเอง


ส่วนองค์กรที่ไม่ได้สนับสนุน Growth Mindset นั้น ว่ากันว่าพนักงานจะหมกมุ่นกับการพิสูจน์ความสามารถของตัวเองและพยายามแข่งขันกับคนอื่น ซึ่งขัดขวางการพัฒนาและการสร้างนวัตกรรมใหม่ในองค์กรต่อไป


3. สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้

สิ่งสำคัญ คือ พนักงานต้องเข้าใจว่า ตำแหน่งที่ตัวเองกำลังทำงานอยู่ ไม่ใช่ตำแหน่งที่องค์กรคาดหวังให้คงอยู่ตลอดไป เพราะทุกคนจะมี Career Path หรือเส้นทางอาชีพให้เติบโตแตกต่างกันไป


4. ให้การเสนอแนะที่ก่อให้เกิดการเติบโต

ข้อเสนอแนะ หรือคำวิจารณ์ที่สร้างสรรค์​ จะทำให้พนักงานรู้สึกปลอดภัย ควบคุมสถานการณ์ หรือความผิดพลาดได้ และไม่ทำให้ตัวเองรู้สึกอ่อนแอลง เพราะหากเป็นการว่าร้าย สาดเสียเทเสีย จะพาให้พนักงานจมดิ่งสู่ความสิ้นหวัง หมดหนทาง รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ และไม่พร้อมที่จะพัฒนาตัวเอง


เช่นเดียวกับ การชมเชยไม่ใช่แค่การปรบมือ แค่คือการชื่นชมกระบวนการทำงาน วิธีคิด หรือความอุตสาหะ เพื่อให้พนักงานสามารถให้การช่วยเหลือคนอื่นต่อไป


5. ส่งเสริมการทดลองสิ่งใหม่

องค์กรต้องแสดงความสนใจ เมื่อพนักงานนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ ส่งเสริมว่าความเชื่อทุกชนิด นำไปสู่การเรียนรู้ ซึ่งบางครั้งอาจไม่ใช่ความสำเร็จที่อยู่ปลายทาง แต่ระหว่างทางก็ยังเกิดการเรียนรู้ได้


โดยเฉพาะกลุ่มหัวหน้างานที่จำเป็นต้องฟังไอเดียใหม่ ๆ จากพนักงานเสมอ หากมีการนำเสนอไอเดียใด ๆ อย่าเพิ่งปฏิเสธที่จะรับฟัง ลองประเมินความคิด และถามต่อภายใต้กรอบการทำงานเพื่อตัดสินใจ เช่น ทำไมแนวคิดนี้ถึงมีประโยชน์ แก้ปัญหาอะไรได้บ้าง หรือไอเดียนี้มีความเสี่ยงอะไร


ยิ่งหากรับฟังโดยยังไม่ต้องนึกถึงผลลัพธ์ เราก็อาจสามารถนำแนวคิดนั้น ๆ มาพัฒนาต่อ เช่นเดียวกับพนักงานที่จะกล้านำเสนอความคิด ท้าทายตัวเอง และคิดอะไรใหม่ ๆ มานำเสนอต่อไป


6. ยอมรับความผิดพลาดและแบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้

มองทุกความล้มเหลว คือ บทเรียนอันล้ำค่า ที่สามารถเรียนรู้จากมันได้ เมื่อเกิดความผิดพลาด การลงโทษไม่ใช่คำตอบเดียว เรายังสามารถนำความผิดพลาดนั้นมาเป็นโจทย์ในการเรียนรู้ ไม่ใช่เกิดความผิดซ้ำสองได้



ดู 2,402 ครั้ง
Featured Posts
Recent Posts